เทศน์เช้า

เทศน์เช้า

๒๔ ม.ค. ๒๕๖๓

เทศน์เช้า วันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๖๓

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ตั้งใจฟังธรรมะนะ ตั้งใจฟังธรรมเพราะวันนี้วันพระ วันพระนะ วันโกน วันพระ วันทำบุญกุศล เห็นไหม ตรงกับวันตรุษจีน ตรุษจีนมันเป็นประเพณีวัฒนธรรม วันพระก็เป็นประเพณีวัฒนธรรม แต่แต่เวลาวันพระ วันพระ เห็นไหม ผู้ทรงศีล เนื้อนาบุญของโลกไง 

แต่วันตรุษจีนมันเป็นวันตรุษ วันสารท วันตรุษ วันสารทเขาไหว้ปู่ ย่า ตา ยาย บรรพบุรุษของเขา เขาไหว้บรรพบุรษของเขา ความกตัญญูกตเวที เห็นไหม ถ้ากตัญญูกตเวที คิดถึงญาติ คิดถึงพี่ถึงน้องของเรา เรามีสิ่งใดเผื่อแผ่ได้ เราจะเผื่อแผ่ของเรา วันตรุษจีน วันตรุษจีน มันเป็นประเพณีอันหนึ่ง 

แต่วันพระ วันพระ เห็นไหม วันพระมันมีพระนอก พระใน ถ้าพระนอก เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา มีอำนาจวาสนาเราบวชเป็นพระ สมมุติสงฆ์ สมมุติสงฆ์ เป็นพระนอก เวลาพระใน พระใน เราจะไม่มีโอกาส เราไม่มีโอกาสวาสนาจะได้บวช เราไม่ได้เป็นพระนอก แต่เราจะเป็นพระในของเราไง 

เราเป็นพระใน นางวิสาขาเป็นพระโสดาบัน เห็นไหม พอความเป็นพระโสดาบันมันเป็นจากหัวใจนั้น ถ้าหัวใจนั้นพระภายใน พระภายใน เห็นไหม มันอริยทรัพย์ ทรัพย์ภายนอก ทรัพย์ภายนอก ทรัพย์ที่เราแสวงหามาเพื่อประโยชน์กับเรา เพื่อการดำรงชีพของเรา แต่ทรัพย์ภายใน ทรัพย์ภายในมันเพื่อบำรุงหัวใจไง หัวใจเวลามันทุกข์มันยาก มันมีศีล มีธรรม มีคุณธรรม 

เวลาหลวงตาท่านสอนไง ถ้าพระเราไม่ทรงศีลทรงธรรมใครจะทรง” ทรงศีลทรงธรรม ทรงศีลทรงธรรมมันเป็นในหัวใจไง ศีลคือความปกติของใจ ใจมันไม่ไปแบก ไปรับ ไปกว้านเอาสิ่งที่มันเป็นโทษเป็นภัยเข้ามาสู่หัวใจของตน แต่ความเป็นหน้าที่ๆ หน้าที่มันต้องคิดต้องคำนวณของมัน ต้องคิดต้องคำนวณของมัน เห็นไหม 

เราทำหน้าที่การงานของเรา เราทำเพื่อประโยชน์ของเรา แล้วถ้ามีศีลมีธรรมขึ้นมานะ สิ่งใดศีล ๕ ไง ถ้ามันไม่ควรทำเราก็ไม่ไปทำ เราไม่สร้างเวรสร้างกรรม ศีลธรรมเป็นรักษาหัวใจ เป็นอาหารของใจ อาหารของใจ ถ้าอาหารของใจ ถ้าใจมันเติบโตมันพัฒนาขึ้น เวลาพัฒนาขึ้นมันมีคุณธรรมในหัวใจ มันจะเกิดพระภายในของเราไง เวลาทำความสงบของใจเข้ามา พุทโธสว่างไสว พุทโธผ่องใส เวลาเข้าไปสู่จิตเดิมแท้ของตน จิตเดิมแท้ของตนไง เวลาจิตเดิมแท้ของตน คำว่า จิตเดิมแท้ของตน” คือจิตเป็นอิสระ

แต่ถ้าจิตปกติอยู่ จิตปกติคือจิตมันคิดมันคำนวณ มันแบกมันหาม มันแบกมันหามสัญญาอารมณ์ไง มันแบกมันหามสิ่งที่มันไม่เข้าใจ มันแบกมันหามสิ่งที่มันอยากได้ มันแบกมันหาม เพราะตัณหาความทะยานอยาก เวลามันคิดคำนวณขึ้นมาก่อน แล้วมโนกรรม วจีกรรม กายกรรม มันจะเกิดการกระทำ ถ้าการกระทำจากภายนอก เห็นไหม มันออกมาสู่สามัญสำนึกของเรา ออกมาสู่โลก ออกมาสู่สังคม นี่เวลามันออกมาจากหัวใจไง 

แต่มโนกรรมๆ มโนกรรมสิ่งที่ดีงาม สิ่งที่ดีงามมันคิดสิ่งใด ทำสิ่งใดนะ ความคิดของเรามันยิ่งใหญ่นัก เวลาความคิดยิ่งใหญ่นัก เขาเห็นคนทำชั่ว เขาเห็นคนทำที่ไม่ดีไม่งาม มันรู้ มันเห็นของมัน แต่เก็บไว้ในใจ เก็บไว้ในใจนะ เราจะไม่ทำอย่างนั้น เราจะไม่ทำอย่างนั้น ถ้าเราไม่ทำอย่างนั้นเราก็ไม่กว้านฟืนกว้านไฟมาเผาหัวใจของตน มาใส่หัวใจของตน 

พระภายนอก พระภายนอก คือความรู้สึก พฤติกรรมของข้างนอก มันก็มีพฤติกรรมของมัน มันต้องเคลื่อนไหวของมันโดยธรรมชาติของมันอยู่แล้ว แต่เวลาพระภายใน พระภายใน เห็นไหม ถ้ามันเป็นธรรม เป็นธรรม แล้วมันค้นคว้าหายาก 

เวลาจะหล่อพระหล่อเจ้ากัน เห็นไหม เขาหล่อพระกัน โอ้โอ๋ย! คนไปได้บุญ ได้บุญ ได้บุญเพราะอะไร ได้บุญเพราะให้คนเขาได้กราบไหว้ สิ่งที่เราได้สร้างสมของเรามา เขากราบไหว้บูชาขึ้นมา เราก็ได้บุญของเราตลอดไป 

แต่ถ้าเป็นพระภายใน เห็นไหม เรากราบเราไหว้ของเราคนเดียว เรารักษาของเราคนเดียว รักษามันเป็นปัจจัตตัง มันเป็นสันทิฏฐิโก มันเป็นปัจจัตตัง รู้จำเพาะตน รู้จำเพาะตน แต่ความรู้นี้มันยิ่งใหญ่ไง ถ้าความรู้ยิ่งใหญ่ เห็นไหม ดูสิเวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านเทศนาว่าการ เห็นไหม สอนเทวดา อินทร์ พรหม เทวดา อินทร์ พรหม คนก็สงสัยว่า ทำไมเทวดาเขารู้ว่าหลวงปู่มั่นอยู่ในป่าที่นั่น เขารู้ได้อย่างไร ก็ใจไง ใจมันยิ่งใหญ่ไง 

เวลาใจถ้ามันไม่แบกไม่หามสิ่งใดแล้ว มันสว่างไสวอยู่ในตัวของมันไง ถ้ามันสว่างไสว ดูสิคนที่มืดบอด คนที่จิตใจที่ดำมืด ดำมืดมันอยู่ที่ไหนมันก็มองไม่เห็นหรอก แต่จิตใจของคนที่มันผ่องใส จิตใจของคนที่สว่างไสว มันรู้เห็นได้โดยทิพย์สมบัติของเขา 

นี่พูดถึงว่า เวลาเขาจะไปหาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ท่านไปหาของท่านของเขาอย่างนั้น หาเพื่อฟังธรรม ฟังธรรมคือสัจธรรมไง สัจธรรมมันเป็นสัจจะเป็นความแน่นอนของมันอยู่แล้ว ความจริงก็เป็นความจริงวันยังค่ำ แต่คนเราจะพิสูจน์ความจริงในใจของเราไง 

ในใจเราเกิดมา ความเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะมันเป็นสมมุติ สมมุติไง สมมุติคือวาระๆ วาระคือชีวิตหนึ่ง ชีวิตหนึ่ง ถ้าชีวิตหนึ่ง พอชีวิตหนึ่งมันก็เข้าใจรู้ได้ในชีวิตของเรา แต่ที่มาที่ไปเราไม่รู้ แล้วที่มาที่ไปเราไม่รู้ แล้วยิ่งธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา วันพระ วันโกน ไปวัดไปวาเขาไปฟังธรรม ฟังธรรม ฟังธรรม สัจธรรมอันนี้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ารื้อค้นขึ้นมา มันเป็นความจริงในใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศนาว่าไว้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ เราก็ได้แนวทางนั้นมา แนวทางๆ อริยสัจ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์ แล้วก็ตีความกันไป เวลาตีความกันไปมันก็ตีความตามความพอใจของมัน ตีความโดยอำนาจวาสนาของมัน ตีความโดยกิเลสตัณหาความทะยานอยากของตน พอตีความไป ตีความไป 

แต่เวลาครูบาอาจารย์ท่านประพฤติปฏิบัติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๔ อสงไขย ๘ อสงไขย ๑๖ อสงไขย ด้วยอำนาจวาสนาของท่าน ท่านถึงรื้อค้นสัจธรรมอันนั้นขึ้นมาในใจของท่านได้ เวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านประพฤติปฏิบัติของท่านขึ้นมา เวลาหลวงตาท่านสิ้นกิเลสไป กราบองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากราบแล้วกราบเล่า กราบแล้วกราบเล่า การกราบแล้วกราบเล่าเพราะอะไร เพราะมีธรรมและวินัย มีทฤษฎี มีธรรมะที่ชี้เข้ามาในใจของตน 

เราศึกษา ศึกษามา ศึกษาเป็นภาคปริยัติ ศึกษามาเป็นทางวิชาการ ศึกษามาแล้วลังเลสงสัย ไม่แน่นอน ไม่แน่ใจ ทุกคนจะถาม นิพพานมีจริงหรือ ธรรมะมีอยู่จริงหรือ มีอยู่จริง มีอยู่จริง มีอยู่จริงหรือมีอยู่ไม่จริงเพราะอะไร เราคว้าน้ำเหลวไง เราประพฤติปฏิบัติทำแล้วทำเล่า มันไม่มีสิ่งใดตกค้างในใจของเราไง มันถึงจริงหรือ จริงหรือ 

แต่เวลาคนที่เป็นความจริง เป็นความจริง เห็นไหม เวลาสติเวลาฝึกหัดเราพยายามระลึกถึงให้มีสติสัมปชัญญะขึ้นมา แล้วเราปฏิบัติขึ้นไปมันล้มลุกคลุกคลานทั้งนั้น มันยังเข้าใจไม่ได้ มันยังเห็นแจ้งไม่ได้ แต่เวลามันสงบบ้าง ถ้าสงบมากเข้า มากเข้ามันจะรู้เห็นแล้ว อ๋อ! อ๋อ! อ๋อ! อ๋อมันเป็นอย่างนี้ อ๋อเหมือนกันนะ แต่มันต้องทุ่มเทไง อ๋อเพราะความทุ่มเท พอทุ่มเทไปแล้ว ดูสิเราทุ่มเทขนาดนี้มันได้มาแค่นี้ แล้วถ้าเราทุ่มเทมากน้อยขนาดไหน มันจะได้มากมายขนาดไหน 

เวลาสติ มหาสติ ปัญญา มหาปัญญา ปัญญาที่เกิดขึ้น ปัญญาที่มันยิ่งใหญ่ ปัญญาที่มันรอบรู้ในกองสังขาร รอบรู้ในความรู้สึกนึกคิดของตน รอบรู้ในใจของตน เวลามันเกิดขึ้นมามันยิ่งใหญ่ พอมันยิ่งใหญ่ขึ้นมา อ๋อ! พระไตรปิฎกเขียนไว้อย่างนั้น แล้วเวลามันเป็นจริง มันเป็นจริงขึ้นมาในใจของเรา ถ้าเป็นจริงขึ้นมามันยิ่งละเอียดลึกซึ้งเข้าไปอีก เพราะ เพราะทฤษฎีชี้เข้ามาในใจของคน เวลาใจของมันเป็นขึ้นมา เป็นเพราะทฤษฎีนั้น ทฤษฎีมันอยู่ข้างนอก แต่เวลาชี้เข้ามาในใจ อ๋อ! พออ๋อขึ้นมามันชัดมันเจนของมัน นี่ไงพระภายใน เวลาสร้างพระภายในนะ 

เวลาสร้างพระภายนอก เวลาเขาหล่อพระ เวลเขาทำเพื่อประโยชน์กับสังคม เพื่อประโยชน์กับโลก มันยังต้องมีความวิริยะ มีความอุตสาหะขนาดนั้น 

แต่เวลาสร้างพระภายในมันยากกว่านั้น ยากกว่านั้นเพราะ เพราะอะไร เพราะการสอนตนเป็นการทำงานที่ยากที่สุด การสอนตน สอนตน การเห็นความผิดของตน แต่แต่ถ้ามันมีคุณธรรมในหัวใจมันเห็นหมดล่ะ นั่นก็ไม่ใช่ นี่ก็ไม่ดี นั่นก็ไม่ถูก นั่นทำไม่ได้ นั่นไม่ควรทำ มันรู้เท่าไปหมดล่ะ นี่ไงเวลาถ้ามันเป็นของมันขึ้นมา มันทำของมันขึ้นมานะ 

แล้วแล้วแพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร บอกเป็นผู้แพ้ ไม่เท่าทันเขา ไอ้นั่นมันโจร เวลาจะเอารัดเอาเปรียบเขาน่ะ จะแซงหน้าแซงหลังนั่นน่ะ มีอำนาจครอบงำเขาน่ะ โจร 

แต่ถ้ามันเป็นธรรม เป็นธรรมนะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เห็นไหม เวลาเทวทัตจ้างให้นายธนูไปยิงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าชุดแรก องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศนาว่าการจนบวชเป็นพระ ชุดที่ ๒ จะไปเก็บชุดแรก ไปถึงยังไม่มาสักทีก็ตามไป องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เทศน์จนมาบวชเป็นพระ ชุดที่ ๓ ชุดที่ ๔ ๓ - ๔ ชุด เทวทัตเวลาจะฆ่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จ้างมือปืนไปยิง ตัดตอน ตัดตอน ๔ ครั้ง เวลาไปองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศนาว่าการหมด เห็นไหม

ดูสิคนเอารัดเอาเปรียบเขา คนมีอำนาจวาสนาไปทำลายเขา ไอ้นี่คนที่จะไปยิงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเทศนาว่าการจนขอบวช จนสำนึกผิด แล้วขอบวช แล้วประพฤติปฏิบัติ นี่ไงถ้ามันเป็นธรรม เป็นธรรมนะ มันไปโต้แย้ง มันไปขัดแย้งอะไรกับใคร มันไม่ไปโต้แย้งไปขัดแย้งอะไรกับใครหรอก 

แต่แต่เวลาศีล ทุศีล เวลาศีลที่มันผิดมันพลาดที่มันไม่เป็นความจริง นั่นมันโต้แย้งกันตรงนั้น เวลามันโต้แย้ง โต้แย้ง  เห็นไหม สิ่งที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้เองโดยชอบ โต้แย้งโดยชอบและไม่ชอบ ถ้ามันไม่ชอบมันก็ไม่เข้ามาไง ถ้ามันไม่ชอบมันก็ไม่เป็นความจริงไง ถ้ามันไม่เป็นความจริง ชอบกับไม่ชอบ 

สิ่งที่ชอบธรรม ชอบธรรม มันเป็นความชอบธรรมอยู่แล้ว ความชอบธรรมไม่ต้องการพยาน ไม่ต้องการใครเป็นพยาน ไม่ต้องการใครค้ำประกัน มันปัจจัตตัง มันรู้ของมัน ความจริง ความจริงไม่ต้องการพยาน ไม่ต้องการหลักฐานใครมาค้ำจุนทั้งสิ้น ไอ้ทุศีลนั่นน่ะมันหาพรรค หาพวก หาอำนาจวาสนาของมัน พยายามจะใช้เสียงส่วนใหญ่เอาชนะคะคาน ไร้ประโยชน์ 

เวลาไร้ประโยชน์เพราะอะไร เพราะสิ่งที่ได้มาเล็กน้อยมากนะ ชีวิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ ๑๐๐ ปีแป๊บเดียว แต่เวลามันประสบเวรประสบกรรมขึ้นมา มันเจ็บช้ำน้ำใจไปอีกยาวนาน มันเล็กน้อยนัก สิ่งที่ได้มา ได้มา ว่าเป็นประโยชน์ๆ เล็กน้อยนัก แต่สิ่งที่ตามมาที่พอไปกว้านฟืนกว้านไฟเอามาเผาตนไง มันได้มาแต่วัตถุ ได้มาสิ่งที่ปรารถนา แต่ไม่ได้ความเป็นจริง 

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ครูบาอาจารย์ของเราท่านไม่เอาเลย ท่านสละหมด สิ่งที่ได้มาเป็นเนื้อนาบุญของโลก เขาหว่านพืชหว่านผลของเขา ถ้ามันหว่านพืชของเขา ของเขา ของเขา บุญกุศลเป็นของของเขา ถ้าเขาเป็นผู้ฉลาดเขาจะหว่านพืชลงสู่เนื้อนาที่ดีงาม 

เนื้อนา เห็นไหม สิ่งที่ได้มา เวลาเขาเก็บเกี่ยวไปแล้วมันก็ได้แต่เศษฟางข้าวนั่นแหละ แต่เศษฟางข้าว เศษฟางข้าว มันก็เรื่องวัตถุที่ภายนอกนิดหน่อยนี่ไง แต่ความจริง ความจริง ความยิ่งใหญ่ในหัวใจอันนั้น ถ้าความยิ่งใหญ่ในหัวใจอันนั้น เขาแสวงหาบุญของเขา เขาทำบุญของเขา เนื้อนาบุญ โมฆบุรุษตายเพราะลาภ ถ้าไม่มีคุณธรรมในหัวใจ มันสั่น มันไหว มันโยก มันคลอนไปกับเขาทั้งสิ้น แต่ถ้ามันเป็นธรรม เป็นธรรมขึ้นมา มันจะสั่น มันจะไหวไปอย่างไร 

ธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเหนือโลก เหนือโลก เหนือโลก เหนือสงสาร เหนือทุกๆ อย่าง พอเหนือทุกอย่าง แต่สิ่งที่ได้มา เวลาบวชเป็นพระ สิ่งนี้เป็นส่วนกลาง เป็นของของสงฆ์ สิ่งนี้เป็นของบุคคล สิ่งที่มันเป็นส่วนกลาง ส่วนกลาง ส่วนกลางใช้สอยร่วมกัน เพราะอะไร เพราะพระก็มาจากคน เวลาคนต้องมีปัจจัย ๔ เครื่องอาศัย พระก็ต้องมีปัจจัยเครื่องอาศัย แต่อยู่แบบพระ อยู่แบบพระ ทำแบบพระ สิ่งที่เป็นธรรม เป็นธรรมขึ้นมา มันก็เป็นธรรมขึ้นมา มันเป็นความเสมอภาคในความเป็นอยู่ แล้วแล้วมันจะภาวนามันก็ภูมิใจมันก็พอใจไง

แต่ถ้ามันสูง มันต่ำ มันมีลุ่มมีดอน มันมีพรรคมีพวก มีต่างๆ มันขัดมันแย้ง กิเลสมันเผาเราอยู่แล้ว แล้วจะไปเอาแต่ไอ้เรื่องฟืนไฟไปเผามันอีก ไปเพิ่มให้กิเลสมันมากขึ้นอีก มันทุกข์มันร้อนไง แต่ถ้าเป็นครูบาอาจารย์เรานะ หลวงตาท่านสอนประจำ เวลามือจะไปจับสิ่งใด ของนั้น ตีมือ ตีมือไว้ ตบมือไม่ให้จับ ตบมือไม่ให้จับ 

นี่ก็เหมือนกัน เวลามันจะคิดไง คิดดี คิดชั่ว คิดดี คิดชั่ว ท่านคอยเตือน นั่นน่ะมันจะไปหยิบฟืนหยิบไฟมาเผาตนนะ เผาตนนะ แต่กิเลสมันชอบ กิเลสมันชอบอย่างนั้น กิเลสมันอย่างนั้น เพราะอะไร เพราะศักดิ์ศรีมันค้ำคอ เดี๋ยวจะเสียเปรียบเขา เดี๋ยวจะไม่เท่าทันเขา ให้เขาเอาไปเถอะ มีเท่าไหร่ให้เขาไปเถอะ ให้เขาไปเลย เอาไปเลย พอเอาไปแล้วเราก็สบายใจ เข้าทางจงกรม แต่ถ้าเรามีสตินะ พอเอาเข้าไปแล้วนะ มันเข้าทางจงกรมมันจะเจ็บช้ำน้ำใจนะ 

นี่ไงธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขันติอย่างหยาบๆ ผู้ที่มีอำนาจเหนือเรา ติเตียนว่ากล่าวเราได้ ขันติแบบหยาบๆ ขันติอย่างกลางนะคนเราเสมอกัน มีสถานะเสมอกัน พูดติเตียนกันได้ พูดแก้ไขกันได้ ไอ้นั่นขันติอย่างกลาง ขันติอย่างยอดเยี่ยมมันเป็นคนทุกข์คนจน คนไม่มีราคาพูดติเตียนเราได้ สามารถชี้ทางของเราได้ นั้นเป็นขันติอย่างยอดเยี่ยม

นี่ไงถ้าจิตมันเป็นธรรม เป็นธรรมมันจะคิดอย่างนี้ แล้วพอสิ่งที่เขาได้สิ่งใดมา แล้วไป พอไปแล้วเรามาทุกข์ใจ เสียใจอะไร แต่ถ้ามันไม่มีขันติธรรม ไม่มีสิ่งที่สติปัญญาขึ้นมา มันทุกข์ มันเสียใจ มันร้อนใจ มันเจ็บปวดร้าว 

แต่ถ้าเป็นครูบาอาจารย์ท่านยิ้มเลย อ๋อ! มันเอาไปเถอะ เรื่องของมัน เพราะอะไร เพราะนานาจิตตังไง กรรมจำแนกสัตว์ให้เกิดต่างๆ กันไง ความรู้ความเห็นเสมอกันมันเป็นไปไม่ได้ไง แต่ถ้ามันยังหยาบของเขา เขาก็เห็นแต่ของที่หยาบๆ ไง 

มรรคหยาบฆ่ามรรคละเอียด มรรคหยาบฆ่ามรรคละเอียด” 

คำนี้เป็นคำพูดของหลวงตา หลวงตาท่านพูดบ่อย มรรคหยาบฆ่ามรรคละเอียด ความคิดหยาบๆ ไง มีสติ มีปัญญา มีสติปัญญา ปัญญาโลกๆ แล้วมันซับซ้อน สิ่งที่มันซับซ้อนเป็นชั้นเป็นตอนเข้าไปไง จากโลกเป็นธรรม สิ่งที่แสวงหา แสวงหามาด้วยความเป็นธรรม สิ่งนั้นเป็นธรรม แต่แสวงหามาด้วยความไม่เป็นธรรม สิ่งนั้นไม่เป็นธรรม ถ้าไม่เป็นธรรม ไม่เป็นธรรม แล้วเราไปยึดมั่นสิ่งใดล่ะ ถ้าเราไปยึดมั่นสิ่งใด เห็นไหม สิ่งที่ได้มา ได้มาด้วยความเป็นธรรม ด้วยความเป็นธรรม มันเป็นสัจธรรมไง 

เราจะบอกว่า คนที่มีบุญกุศลมันเป็นไปโดยสัจจะโดยข้อเท็จจริง บุญคือบุญ มันต้องได้ของมันมา ถ้ามันได้มาแล้วจะปฏิเสธจะไม่รับ มันเป็นไปไม่ได้ แต่มันได้มาโดยสุจริต ได้มาโดยชอบธรรมไง สิ่งที่ได้มาด้วยความไม่ชอบธรรม ไม่ชอบธรรม เห็นไหม นี่แหละกรรมมันเกิดนั่นแหละ เวรกรรมจะเกิดตอนนั้นน่ะ แล้วมันมีเวรกรรมต่อไปแล้วมันก็จะเป็นกับจิตดวงนั้นไง แล้วก็แบกหามกันไป 

เวลามันเกิดกับตนนะ เวลากรรมให้ผล เราไม่รู้มันมาจากไหน มันเป็นอย่างไร แล้วเราก็น้อยเนื้อต่ำใจของเราตลอดไป เราไม่ต้องน้อยเนื้อต่ำใจ กรรมจำแนกสัตว์ให้เกิดต่างๆ กัน กมฺมพนฺธุ กมฺมปฏิสรโณ กรรมเป็นเผ่าพันธุ์ กรรมเป็นที่พึ่งที่อาศัย กรรมทั้งสิ้น การกระทำทั้งสิ้น พอทำมันเกิดขึ้นมา 

แต่แต่สิ่งที่เราเกิดมามันก็เป็นกรรมทั้งสิ้น แล้วถ้ามีสติปัญญา เห็นไหม ถ้าสร้างพระภายในได้ ไอ้สิ่งที่ว่ากรรมทั้งสิ้น กรรมทั้งหลาย หมดสิทธิ์เลย มันเข้ามาถึงหัวใจของเราเลย เราเข้าใจแล้ว อะไรมายิ้มรับทั้งสิ้น แล้วไม่น้อยใจ ไม่ทำใจ เดินจงกรมของเรา นั่งสมาธิของเรานะให้จิตมันผ่องแผ้วพอ 

เพราะ เพราะการเกิดเป็นมนุษย์แสนยาก แล้วเราได้เกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว เรามีโอกาสแก้ไข มีโอกาสกระทำแล้วทำไมไม่ทำ เพราะมันขาดสติไง ขาดสติก็ทิ้งความเป็นมนุษย์ไง มันจะไปยุ่งกับคนอื่นไง ทิ้งสถานะของเราไง แต่ถ้ามันสำนึกแล้ว อ๋อ! อริยทรัพย์มันอยู่ที่ใจเรานี่ สรรพสิ่งคุณงามความดีอยู่ที่ตัวเรานี่ เราทำความดีของเราที่นี่ แล้วทำที่นี่มันก็จะสงบระงับที่นี่ แล้วเราจะสร้างพระภายในของเราที่นี่ 

วันพระ วันโกน วันพระ วันโกน ไปวัดไปวากันไปถือศีล ไปจำศีล ไปประพฤติปฏิบัติ ก็จะสร้างพระในใจนี่ไง ถ้าสร้างพระในใจ มีคุณธรรมในหัวใจแล้วนะ ยิ้มแย้มแจ่มใสกลับไปบ้าน ดูสิทางโลกเขาไปทำบุญกันน่ะ เอาบุญมาฝาก เอาบุญมาฝาก ไม่เห็นมาฝากกูบ้างเลย เอาบุญมาฝาก ใครไปทำบุญก็เอาบุญมาฝาก เอาบุญมาฝาก ไปวัดไปวาแล้วกลับบ้าน กลับบ้าน เห็นไหม กลับบ้านแล้วให้มันเบาตัวเบาใจ 

เวลาไปทำบุญกับหลวงตานะ ท่านบอก รถ รถมาเปล่าๆ เวลากลับให้ทุกให้เต็มคันรถเลยนะ พุทโธ พุทโธให้เต็มคันไปเลย

นี่ก็เหมือนกัน หัวใจเปล่าๆ หัวใจที่แห้งแล้ง ให้มีสติมีปัญญา ถ้ามีสติปัญญาขึ้นมา คุณธรรมที่นี่ อาหารใจเป็นอย่างนี้นะ อาหารใจมันคือปัญญา ความรู้เท่าทันกิเลส ความรู้เท่าทันความตึงเครียดในใจของเรา บุญมันอยู่ที่นี่ แต่ถ้าเป็นร่างกายก็ต้องอาหารเป็นคำข้าว เป็นวัตถุธาตุต่างๆ นั่นเป็นปัจจัยเครื่องอาศัย เครื่องอาศัยให้ดำรงชีวิต ถ้าเราสร้างพระภายในแล้ว เรามีอาหารของใจ มันประเสริฐกว่ามากเลย ประเสริฐกว่ามาก 

วันพระกับวันตรุษจีน วันพระเป็นวันที่มีศีล มีธรรม แล้วตรุษจีนเป็นวันร่ำรวย วันแสวงหา ทั้งมีศีล มีธรรม ทั้งมีทรัพย์สมบัติ มีอะไร มันก็สุขของมันไป 

แต่แต่พระมีบริขาร ๘ จนทั้งวันทั้งคืนเลย จนตลอดเวลา ก็มีความสุข ถ้ามันมีความสุข ความสุข มันสุขที่ใจนี้ หัวใจเรามีความสุขอยู่นี้ ไม่ต้องไปแข่งขันกับใคร แต่มันประสบความสำเร็จทางโลก ทางโลกเขาต้องมีของเขาอย่างนั้น 

เพราะ เพราะหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านอยู่ในป่าในเขาตลอดนะ อยู่ในป่าในเขามันเงียบสงัด มันสงบสงัดในหัวใจ ทั้งภายนอกและภายในนั้นเป็นพระโดยสมบูรณ์ เอวัง